คดีแรงงาน ถือเป็นหนึ่งในคดีที่เกิดขึ้นบ่อยในระบบกฎหมายไทย โดยเฉพาะในยุคที่สิทธิแรงงานและสิทธิของนายจ้างได้รับความสนใจมากขึ้น แต่หลายคนยังคงสงสัยว่า คดีแรงงานเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญา? แล้วถ้าเกิดปัญหาระหว่างลูกจ้างกับนายจ้างขึ้นมา นายจ้างมีสิทธิอะไรบ้าง? บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจให้กระจ่าง พร้อมแนวทางการป้องกันความเสี่ยงทางกฎหมายจากผู้เชี่ยวชาญด้านคดีแรงงานโดยเฉพาะ
คดีแรงงานคืออะไร?คดีแรงงาน (Labour Case) คือ คดีที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าจ้าง การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม การไม่ได้รับสวัสดิการตามกฎหมาย หรือกรณีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจ้างงาน โดยคดีแรงงานจะอยู่ภายใต้การพิจารณาของ ศาลแรงงาน ซึ่งมีขั้นตอนและหลักเกณฑ์เฉพาะแตกต่างจากคดีทั่วไป คดีแรงงานเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญา? หลายคนอาจเข้าใจผิดว่า คดีแรงงานเป็นคดีแพ่งทั้งหมด แต่ในความเป็นจริง คดีแรงงานสามารถเป็นได้ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา ขึ้นอยู่กับลักษณะของการกระทำ ดังนี้: คดีแรงงานในลักษณะคดีแพ่งกรณีลูกจ้างฟ้องเรียกเงินชดเชยจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ค่าจ้างหรือค่าล่วงเวลาที่นายจ้างไม่จ่าย การละเมิดสัญญาจ้างหรือข้อบังคับของนายจ้าง การฟ้องเพื่อให้ลูกจ้างกลับเข้าทำงานใหม่
กรณีเหล่านี้จะเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย และพิจารณาคดีที่ศาลแรงงาน ถือเป็น “คดีแพ่ง”
คดีแรงงานในลักษณะคดีอาญานายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนด ไม่จัดทำสัญญาจ้างหรือไม่ออกใบรับรองการทำงาน ละเมิดกฎหมายแรงงาน เช่น ไม่จ่ายค่าล่วงเวลา ไม่ให้วันหยุดพักผ่อนประจำปี นายจ้างล่วงละเมิด หรือใช้ความรุนแรงกับลูกจ้าง
กรณีเหล่านี้มีโทษทางอาญา เช่น ปรับ หรือจำคุก ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง นายจ้างควรทำอย่างไร?
เมื่อเกิดปัญหาหรือข้อพิพาททางแรงงาน นายจ้างไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะหากละเลย อาจนำไปสู่ คดีแพ่ง ที่เสียหายทางการเงิน หรือ คดีอาญา ที่กระทบต่อชื่อเสียงและเสรีภาพได้ ดังนั้น นายจ้างควร:
1. ปรึกษาทนายความแรงงานโดยเร็วการมี ที่ปรึกษากฎหมายแรงงาน จะช่วยให้นายจ้างสามารถรับมือกับปัญหาได้อย่างถูกต้อง ลดความเสี่ยง และปฏิบัติตามขั้นตอนทางกฎหมายที่เหมาะสม ซึ่ง สำนักงานกฎหมายสรศักย์ และที่ปรึกษาสากล จำกัด มีทีมทนายผู้เชี่ยวชาญด้านแรงงาน พร้อมให้คำปรึกษาและสู้คดีแทนนายจ้าง 2. ตรวจสอบเอกสารและหลักฐานควรมี สัญญาจ้างงานเป็นลายลักษณ์อักษร และเอกสารประกอบการจ้างงาน เช่น ใบลงเวลา รายงานเงินเดือน ใบเตือน เอกสารลาออก ฯลฯ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาล หากเกิดข้อพิพาท 3. ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานอย่างเคร่งครัดการไม่ปฏิบัติตามข้อกฎหมาย เช่น ไม่จ่ายค่าจ้างขั้นต่ำ หรือเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย อาจนำมาซึ่ง คดีอาญาแรงงาน ได้ ดังนั้นควรศึกษากฎหมายแรงงานที่เกี่ยวข้อง หรือให้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาดูแล 4. ใช้กระบวนการไกล่เกลี่ยในหลายกรณี การเจรจาไกล่เกลี่ยสามารถช่วยให้นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันได้โดยไม่ต้องขึ้นศาล ซึ่งสามารถประหยัดเวลาและลดค่าใช้จ่ายได้อย่างมาก โดยเฉพาะถ้ามีทนายที่มีประสบการณ์เข้าช่วยเหลือ
ตัวอย่างคดีแรงงานที่เกิดขึ้นจริงกรณีนายจ้างเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุผล ลูกจ้างสามารถฟ้องเรียกเงินชดเชย และเรียกให้กลับเข้าทำงาน โดยศาลแรงงานจะพิจารณาว่าเป็นธรรมหรือไม่
กรณีนายจ้างไม่ออกใบรับรองการทำงาน หากลูกจ้างแจ้งความและพบว่านายจ้างเจตนาเพื่อลิดรอนสิทธิ จะถือเป็น คดีอาญา ซึ่งมีโทษปรับตามกฎหมาย
กรณีลูกจ้างไม่พอใจถูกหักค่าจ้าง โดยไม่มีเหตุผลตามกฎหมาย ลูกจ้างสามารถฟ้องร้องต่อศาลแรงงานเพื่อเรียกคืนเงินที่ถูกหัก และนายจ้างอาจต้องชำระเงินคืนพร้อมดอกเบี้ย
ทำไมต้องเลือก “สำนักงานกฎหมายสรศักย์ และที่ปรึกษาสากล จำกัด”การให้คำปรึกษาด้านกฎหมายแรงงาน การจัดทำเอกสารจ้างงานและข้อบังคับภายใน การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและดำเนินคดีในศาลแรงงาน การป้องกันความเสี่ยงทางกฎหมายสำหรับองค์กรขนาดเล็กถึงขนาดใหญ่
ด้วยทีมทนายความมืออาชีพที่มีประสบการณ์สูง และการดำเนินงานที่ โปร่งใส ซื่อสัตย์ และยึดหลักนิติธรรม คุณจึงมั่นใจได้ว่าจะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดในทุกขั้นตอน คดีแรงงาน อาจเป็นทั้ง คดีแพ่งและคดีอาญา ขึ้นอยู่กับลักษณะของข้อพิพาท การที่นายจ้างเข้าใจและปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานจะช่วยลดความเสี่ยงในการฟ้องร้องได้อย่างมาก หากมีข้อสงสัยหรือกำลังเผชิญปัญหาแรงงานอยู่ อย่าลังเลที่จะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายแรงงาน
บริษัท สำนักงานกฎหมายสรศักย์ และที่ปรึกษาสากล จำกัด 49/78 ซอยจรัญสนิทวงศ์ 40 ถนนจรัญสนิทวงศ์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร 10700
เบอร์โทร: 081-692-2428, 094-879-5865 |